<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:iweb="http://www.apple.com/iweb" version="2.0">
  <channel>
    <title>Zerothman’s Blog</title>
    <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Blog.html</link>
    <description>Zerothman, NON STOP!!!&lt;br/&gt;ช่วงเวลาสุดระทึกของปีมันกลับมาแล้วครับ&lt;br/&gt;ปีที่แล้ว ผมเจียนตาย&lt;br/&gt;มาดูกันว่า ปีนี้จะเป็นอย่างไร?&lt;br/&gt;ยังไงซะ... ผมคงไม่หยุด!&lt;br/&gt;ซีโร่แมนนันสต็อป!!!&lt;br/&gt;Zerothman (19/02/2009)&lt;br/&gt;</description>
    <generator>iWeb 3.0.1</generator>
    <item>
      <title>Why do I give up?</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/5/26_Why_do_I_give_up.html</link>
      <guid isPermaLink="false">4d28523e-961e-4a14-bc82-300a43bae6f5</guid>
      <pubDate>Wed, 26 May 2010 23:33:13 +0700</pubDate>
      <description>วันนี้ผมเองได้ตัดสินใจทำบางสิ่งที่ก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะต้องทำครับ&lt;br/&gt;จริงๆ ผมออกจะเป็นคนดื้อรั้นเสียหน่อย และค่อนข้างที่จะยึดมั่นในจุดยืนของตนเองเสมอมา ในอดีตที่ผ่านมาเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมยึดมั่นในจุดยืนดังกล่าวคือ...&lt;br/&gt;	1.	ผมเชื่อใน &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Synergy&quot;&gt;Synergy Philosophy&lt;/a&gt; ที่ว่าหากเราร่วมมือกัน ผลที่เกิดขึ้นจะต้องดีกว่าแยกกันทำ&lt;br/&gt;	2.	จากข้อ (1) ทำให้ผมก็เชื่อว่า ความแตกต่างนำไปสู่การเรียนรู้&lt;br/&gt;	3.	จากข้อ (2) ผมจึงเชื่อว่า การเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นมากกว่า หากเราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน&lt;br/&gt;ตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีของการทำงานคิวบิกฯ ในรั้วโรงเรียน ผมได้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในแต่ละปีที่ทำงาน เมื่อเราได้ “ร่วมมือ” และ “แลกเปลี่ยน” กัน&lt;br/&gt;อย่างน้อย ผมก็อาจจะ “เชื่อ” อย่างนั้น โดยไม่ได้มีหลักฐานหรือหลักการอะไรมารองรับมากมาย และดูเหมือนผมจะให้น้ำหนักกับความเชื่อของตัวเองมากสักหน่อยในช่วงชีวิตที่ผ่านมา&lt;br/&gt;อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไปในครั้งนี้&lt;br/&gt;	1.	ประเด็นเรื่องของความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น ที่ผมเองก็ยอมรับว่า ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจตั้งแต่ไหนแต่ไรมา&lt;br/&gt;	2.	จากข้อ (1) ทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาเดือดร้อน&lt;br/&gt;	3.	จากข้อ (2) ทำให้น้องๆ เดือดร้อน&lt;br/&gt;ดังนั้นเรื่องราวออกจะดูชัดเจน และอ.ที่ปรึกษาคนปัจจุบันเองก็เป็นอาจารย์ที่ผมนับถือ (และชัดว่าไม่ได้มีอคติที่จะมาบดบังตรรกะของผมอย่างคนก่อน) และผมเองก็ยอมรับในการตัดสินใจทุกๆ อย่างของท่าน&lt;br/&gt;ครั้งนี้ผมจึงดูจะยอมอะไรง่ายๆ อย่างสงบๆ เสียสักหน่อย ซึ่งผมเองก็คิดว่าจากการตัดสินใจนี้&lt;br/&gt;	1.	จะเป็นการตัดทั้งอ.ที่ปรึกษา และน้องๆ ออกไปจากปัญหาที่จริงๆ เป็นเรื่องของโรงเรียนกับคิวบิกฯ&lt;br/&gt;	2.	จากข้อ (1) อ.ที่ปรึกษาและน้องๆ ก็จะดำเนินการต่างๆ ไปได้โดยสะดวกมากขึ้น&lt;br/&gt;	3.	จากข้อ (1) อีก ทางคิวบิกฯ ก็จะดำเนินการต่างๆ ไปได้โดยสะดวกด้วย&lt;br/&gt;ในบล็อกส่วนตัวนี้ ผมคงพูดถึงแนวคิดของผมได้เพียงคนเดียว และต้องยอมรับการตามตรงว่า แนวคิดของพี่อีกหลายๆ คนก็อาจจะไม่ตรงกับผมซะทีเดียว แต่อย่างน้อยที่สุดหลายๆ คนก็น่าจะเห็นด้วยว่า นี่จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาในระยะสั้นที่ดีที่สุด แม้ว่าเกือบทุกคนจะรู้สึกว่า จริงๆ แล้วนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนเพียงสองสามคนก็ตาม&lt;br/&gt;ส่วนปัญหาในระยะยาว ผมเชื่อว่าทางคิวบิกครีเอทีฟ น่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ครับ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ปล. เมื่อกี๊โจ้เพิ่งมาโอดโอยว่าน้องไม่ให้เข้าประชุม ถึงจะเห็นด้วยมากๆ ว่าเป็นสิทธิ์ของน้อง แต่ก็แอบประหลาดใจไม่ได้ว่า การประชุมที่ให้ทุกคนมาสรุปงานตลอดทั้งปีเพื่อสรุปปัญหาและแนวทางการแก้ไขก่อนมอบหน้าที่ให้กับปีบริหารถัดไป และให้ปีบริหารถัดไปเลือกประธานกัน ที่ปีบริหารของอิ๊กเริ่มขึ้นมา...มันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า?</description>
    </item>
    <item>
      <title>ผมมันบ้าผลประโยชน์</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/5/19_%E0%B8%9C%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C.html</link>
      <guid isPermaLink="false">02241b3f-ed95-4d03-918a-10740be69ea9</guid>
      <pubDate>Wed, 19 May 2010 00:59:01 +0700</pubDate>
      <description>ผมเป็นคนบ้าผลประโยชน์ครับ&lt;br/&gt;ทุกวันนี้ผมมีหุ้น SET:SE-ED อยู่ 2,215,500 หุ้น (&lt;a href=&quot;http://www.settrade.com/C04_05_stock_majorshareholder_p1.jsp?txtSymbol=SE-ED&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/a&gt;)&lt;br/&gt;ปัจจุบัน ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 หุ้น SET:SE-ED มีมูลค่าหุ้นละ 8.90 บาท (&lt;a href=&quot;http://www.settrade.com/C04_01_stock_quote_p1.jsp?txtSymbol=SE-ED&amp;selectPage=1&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/a&gt;)&lt;br/&gt;ในปี 2552 หุ้น SET:SE-ED ปันผลรวม 4 ไตรมาสหุ้นละ 0.59 บาท (&lt;a href=&quot;http://www.settrade.com/C04_07_stock_rightsandbenefit_p1.jsp?txtSymbol=SE-ED&amp;selectPage=7&quot;&gt;อ้างอิง&lt;/a&gt;)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;Do the math...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ปล. 1: ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ต้องมาชี้แจงทรัพย์สินตัวเองเพื่อแก้ตัวกับใคร 2: ทุกวันนี้ผมมีความสุขดีกับผลประโยชน์ของผมครับ 3: และก็ไม่เคยคิดว่าต้องไปดิ้นรนเป็นขี้ปากใครเพื่อให้ได้เงินมากกว่านี้ ไม่เห็นทักษิณจะดูมีความสุขในชีวิตเลย</description>
    </item>
    <item>
      <title>นิราศกรุงเทพฯ</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/5/6_%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AF.html</link>
      <guid isPermaLink="false">e2bb7b03-e4ed-4bd9-af99-f308e6c2e1c1</guid>
      <pubDate>Thu, 6 May 2010 04:25:06 +0700</pubDate>
      <description>&lt;a href=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/5/6_%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AF_files/IMG_0152-filtered.jpg&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Media/object001.jpg&quot; style=&quot;float:left; padding-right:10px; padding-bottom:10px; width:115px; height:37px;&quot;/&gt;&lt;/a&gt;ผมคิดว่าใครๆ ก็คงต้องผ่านการอ่านนิราศโน้นนี่นั่นจากวิชาภาษาไทยกันมาหมดทุกคนในประเทศ ที่เราเคยร่ำๆ เรียนๆ กันมา ส่วนใหญ่นิราศก็มักจะถูกแต่งโดยคนที่ต้องจากนางอันเป็นที่รักเวลาเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ แล้วก็เปรียบเปรยโน่นนี่แล้วก็คิดถึงเธอว์&lt;br/&gt;สมัยก่อนนั้น การเดินทางจะไปไหนมาไหนก็คงไม่สะดวก ในกลุ่มชนชั้นที่จะแต่งนิราศได้ ก็คงมักจะเป็นกลุ่มคนที่ต้องมีภารกิจในการเดินทางไปทำอะไรที่ไหนเป็นเรื่อยๆ ไปทีก็เป็นเดือนเป็นปี บางทีมันก็ชวนสงสัยว่า แล้วไม่คิดถึงกันบ้างเลยหรอไงวะ&lt;br/&gt;ลองนึกถึงเป็นทุกวันนี้ ใครเป็นแฟนกันไม่ได้โทรหากันสักวันหนึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่จะเป็นจะตาย ลองถ้าแบบไม่โทรไปสักสามสี่วันรับรองบ้านแตกกันแน่ๆ แล้วคนสมัยก่อนเค้ายังรักกันอยู่ได้ยังไง?&lt;br/&gt;บางทีอาจจะเป็นเพราะเรารู้สึกว่า “มันเป็นไปได้ที่จะ...” เราเลยรู้สึกว่าการที่ใครไม่ยอมทำอะไรที่ทำได้ กลายเป็นว่าเค้าไม่ได้คิดถึงเรา?&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ผมลองนึกย้อนถามตัวเอง... แล้วถ้าการที่ใครสักคนนึงเค้าเงียบหายไปนานๆ แปลว่าเค้าจะไม่คิดถึงเราหรอ?&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;อาจไม่ต้องคิดไปถึงสมัยอยุธยา ถ้าย้อนเวลาไปสักห้าปีสิบปี จริงๆ แล้วเทคโนโลยีก็คงยังไม่ได้ก้าวหน้ามากพอถึงจุดที่คนที่อยู่คนละฟากโลกจะติดต่อกันได้ง่ายๆ และราคาถูกเหมือนทุกวันนี้&lt;br/&gt;กับคนที่เค้าไม่ได้มีเทคโนโลยีที่จะติดต่อกันได้ เค้ายังอยู่กันมาได้เป็นสิบๆ ปี นับประสาอะไรกับแค่หายไปไม่กี่วัน...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เค้าก็คงคิดถึงเราอยู่น่ะแหละ...</description>
      <enclosure url="http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/5/6_%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AF_files/IMG_0152-filtered.jpg" length="113813" type="image/jpeg"/>
    </item>
    <item>
      <title>iPad, would it WIN or FAIL?</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/1/28_iPad,_would_it_WIN_or_FAIL.html</link>
      <guid isPermaLink="false">538c33ea-c578-4218-8a21-6a9e69c60c8d</guid>
      <pubDate>Thu, 28 Jan 2010 12:57:13 +0700</pubDate>
      <description>&lt;a href=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/1/28_iPad,_would_it_WIN_or_FAIL_files/hardware-04-20100127-filtered.jpg&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Media/object002.jpg&quot; style=&quot;float:left; padding-right:10px; padding-bottom:10px; width:115px; height:37px;&quot;/&gt;&lt;/a&gt;ในวินาทีนี้คงไม่มีกระแสอะไรจะแรงกว่าเรื่องของ iPad หรือ tablet ตัวใหม่ของแอปเปิลที่ใครๆ ก็ลือกันมานานแสนนาน กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ทั้งแง่บวกและลบต่างหลั่งไหลกันมา ตกลงแล้ว iPad นี่คืออะไร และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับโลกใบนี้?&lt;br/&gt;อย่างที่หลายๆ ที่บอกกัน ไม่มีคำอธิบายอะไรที่ดีกว่าการบอกว่า iPad คือ iPhone / iPod touch ขนาดยักษ์ ด้วยรูปลักษณ์พื้นฐานที่แทบจะถอดแบบกันมา ทั้งกรอบดำ จอขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ทั้งหมด ปุ่ม Home ที่อยู่ด้านล่าง พร้อมปุ่มและพอร์ทต่างๆ ที่แทบจะไม่แตกต่างกัน สิ่งเดียวที่แตกต่าง คือขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าเดิมมาก ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว iPad มีความหนาสูงสุดอยู่ที่ครึ่งนิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 0.68 กิโลกรัม หรือครึ่งหนึ่งของ MacBook Air พอดี&lt;br/&gt;ในงานเปิดตัว แอปเปิลได้แสดงจุดยืนที่ชัดเกี่ยวกับการพัฒนา iPad นี้ว่าเป็นอุปกรณ์กลุ่มใหม่ที่จะมาคั่นกลางระหว่าง iPhone / iPod touch กับ Mac / PC โดยการที่จะเป็นอุปกรณ์กลุ่มใหม่ได้นั้น จะต้องมีอะไรที่เหนือกว่าของที่มีอยู่เดิม โดยได้มีการกล่าวถึงเน็ตบุ๊กว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช้า และทำอะไรไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นคำเหน็บแนมสไตล์แอปเปิล (ที่สามารถตอกกลับได้ง่ายๆ ว่า “ทำให้ราคาถูกเท่านี้ได้หรือเปล่า?”)&lt;br/&gt;การออกแบบ iPad ที่สำคัญคือการนำเอาเทคโนโลยี Multi-touch ที่แอปเปิลมีอยู่ใน iPhone / iPod touch มาสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ให้มีขีดความสามารถเทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์อื่นๆ ทั่วไป แอปเปิลเลือกที่จะใช้ iPhone OS แทนที่จะเป็น Mac OS เพราะการสัมผัสยังเป็นการติดต่อกับผู้ใช้ที่สำคัญ และคงง่ายกว่าที่จะพัฒนาแอพพลิเคชันที่ทำงานได้ทั้งบน iPhone OS และ iPad หากเทียบกับ iPad และ Mac OS X โดยในงานนี้แอปเปิลยังรักษาจุดยืนที่เคยประกาศไว้เมื่อ 3 ปีก่อนว่า “ใครกันต้องการ stylus?”&lt;br/&gt;แม้ว่าการที่ iPad สามารถใช้งานแอพพลิเคชันบน iPhone เดิมทั้งหมดได้ แต่แน่นอนว่าในสภาพการใช้งานจริงโปรแกรมที่ออกแบบไว้สำหรับจอเล็กๆ มาถูกแสดงผลบนจอใหญ่ๆ ก็คงจะรู้สึกแปลกหูแปลกตาและเสียดายพื้นที่ อาจจะมีในกลุ่มของเกมสักหน่อยที่เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหามาก แต่สิ่งนี้คือการสร้างความมั่นใจให้กับเหล่านักพัฒนาว่าองค์ความรู้เดิมทั้งหมดที่พวกเขามีกับ iPhone OS จะสามารถต่อยอดบน iPad ได้ทันที ในขณะที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ไปในตัวว่า แอพพลิเคชันทั้งหมดที่พวกเขาเคยชื่นชอบบน iPhone OS จะมาลง iPad อย่างแน่นอนเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มเสียด้วยซ้ำ (หากผู้พัฒนาตัดสินใจที่จะอัปเดทให้ฟรี)&lt;br/&gt;คงไม่มีใครกังขาว่า iPad จะสามารถทำหน้าที่พื้นฐานที่ iPod ทำได้อย่างดูหนัง ฟังเพลง อีเมล หรือเล่นอินเทอร์เน็ตได้อย่างไม่มีปัญหา​ (เว้นเสียแต่ว่ายังคงไม่มี Flash เหมือนเดิม) แถมในบางมุมยังจะดีกว่าด้วยซ้ำเนื่องจากพื้นที่หน้าจอที่ใหญ่กว่า การพิมพ์อีเมลด้วยคีย์บอร์ดบนจอใหญ่ๆ หรือท่องเว็บที่ไม่ต้องเพ่งซูมไปซูมมาก็คงง่ายขึ้น จึงเหลือคำถามหนึ่งที่สำคัญว่า แล้ว iPad จะสามารถใช้งานแอพพลิเคชันในระดับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไปหรือไม่?&lt;br/&gt;แอปเปิลได้ลองนำเสนอ iWork (ชุดแอพพลิเคชันสำนักงานของแอปเปิล) เวอร์ชันสำหรับ iPad โดยได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาส่วนติดต่อกับผู้ใช้ใหม่เกือบทั้งหมด การพยายามรักษาพื้นที่หน้าจอโดยหลีกเลี่ยงให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็น ในขณะที่ตัวเลือกต่างๆ พยายามย้ายหรือซ่อนให้ไปอยู่ในเมนูหรือองค์ประกอบต่างๆ แทน หลายๆ สำนักที่ได้ทดสอบกันพบว่าหากใครที่ใช้ iPhone OS เป็นอยู่แล้ว จะสามารถจับจุดและใช้งานมันได้ทันที สำหรับผู้ใช้ใหม่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าหากเทียบกับ iPhone หรือ iPod touch พอสมควร ปัญหานี้จึงเป็นความท้าทายใหม่ของเหล่าพัฒนาที่จะพยายามใช้การติดต่อแบบสัมผัสนี้กับแอพพลิเคชันต่างๆ ที่เราอาจคุ้นเคยกับการคลิกด้วยเมาส์ แน่นอนว่าในช่วงเวลาแรกอาจมีความสับสนวุ่นวาย เหมือนกับเกม Wii ในช่วงแรกๆ ที่ยังจับจุดการใช้ Wii Remote กันไม่ค่อยได้ แต่เวลาจะค่อยๆ พิสูจน์ว่าระบบสัมผัสนี้จะสามารถใช้ได้จริงในแอพพลิเคชันเหล่านี้หรือไม่ รวมถึงว่าแม้จะใช้ได้จริง เราจะมีเหตุผลอะไรที่จะเลือกใช้โปรแกรมเหล่านี้บน iPad แทนบนคอมพิวเตอร์ของเราที่คุ้นเคยอยู่แล้ว?&lt;br/&gt;สำหรับในการเล่นเกม จุดที่น่าสนใจของ iPad ที่สุดน่าจะเป็นขนาดจอ ใน iPhone / iPod touch เดิมมีปัญหาที่สำคัญสำหรับเกม นั้นคือการควบคุมที่ต้องใช้การสัมผัสหลายๆ ครั้งมักจะทำให้นิ้วของผู้เล่นไปบังหน้าจอโดยไม่จำเป็น แต่ด้วยขนาดจอที่ใหญ่ขึ้นมากของ iPad จุดนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป คงจะเหลือเพียงความรู้สึกของการได้ขยี้ปุ่มเท่านั้นที่ยังไม่มีทางทดแทนได้จากอุปกรณ์เล่นเกมเจ้าอื่นๆ&lt;br/&gt;แอปเปิลได้อ้างว่า iPad มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานทั่วไปได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติที่ตัวเลขนี้จะมากกว่าสภาพการใช้งานจริงที่เราจะได้ใช้มัน แต่คำถามที่น่าสนใจคือ เราคาดหวังให้ตัวเลขนี้สูงแค่ไหน?&lt;br/&gt;หากเปรียบเทียบกับอุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์ตัวเลขนี้จะถือว่าน้อยมาก ในขณะที่หากเราเทียบกับสารพัดโน๊ตบุ๊กและเน็ตบุ๊ก ตัวเลขนี้กลับกลายเป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นมาทันที และเพราะสิ่งนี้คืออุปกรณ์จำพวกใหม่ จึงยากที่เราจะมีตัวชี้วัดที่จะมาเปรียบเทียบว่าสภาพการใช้งานจริงๆ แล้วเราต้องการแบตเตอรี่นานแค่ไหน อย่างไรก็ตามหากดูจากภาพที่แอปเปิลนำเสนอมาในวีดีโอต่างๆ ดูเหมือนอุปกรณ์นี้จะมุ่งเน้นให้มีการใช้งานในสภาพที่เราอยู่กับที่มากกว่า เช่นนั่งอยู่กับบ้าน หรือที่ออฟฟิศ ซึ่งทำให้การหาที่เสียบสายชาร์จไปด้วยใช้ไปด้วยไม่ใช้เรื่องยากเท่าไหร่ รวมกับว่า iPad มีขนาดที่ใหญ่พอสมควร การจะพกพาติดตัวไปทุกวันอย่าง iPhone คงไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้&lt;br/&gt;ยังมีอีกสัญญาณหนึ่งที่แอปเปิลแสดงถึงการที่ iPad ไม่ใช่อุปกรณ์ที่เน้นให้ใช้คนเดียวอย่าง iPhone / iPod touch นั่นคือการเลือกใช้จอ LED LCD แบบ IPS ที่มีจุดเด่นที่สำคัญคือมุมมองที่กว้างกว่าจอแบบอื่นๆ มาก และย่อมทำให้ประสบการณ์การใช้ iPad กับคนอื่นที่นั่งหรือยืนอยู่ข้างๆ เราง่ายขึ้น แต่แน่นอนว่ามีข้อเสียที่สำคัญ นั้นคือการใช้พลังงานที่สูงกว่าตัวเลือกอื่นๆ อย่าง AMOLED ที่ Zune HD หรือ Nexus One ใช้&lt;br/&gt;แอปเปิลยังเปิดตัว iBooks โดยนำเสนอ iPad นี้ไปเปรียบเทียบกับ Kindle ของ Amazon แน่นอนว่าในตอนนี้ iBooks ยังเสียเปรียบอยู่มากทั้งในเรื่องของจำนวนหนังสือที่ให้เลือก จนถึงตัว iPad เองที่ไม่ได้ออกแบบมาไว้สำหรับให้อ่านอย่างเดียวอย่าง Kindle แต่ iPad เองก็มีฟีเจอร์อื่นๆ มากมายที่อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกอยากที่จะจ่ายเงินก้อนเดียวเพื่อทุกอย่างไปเลยได้เช่นเดียวกัน และจอสีก็เป็นอีกจุดขายสำคัญ แม้ว่าคนอย่างพวกเราๆ กันเองจะรู้ดีกว่าจอ e-Ink มีข้อดีในเรื่องของพลังงานและราคา แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สนใจเรื่องนี้ ผมเคยดูรายการ Martha ที่มีการเอา Kindle มาโชว์ มาร์ธา (ซึ่งน่าจะแทนผู้ใช้ทั่วไปได้ดีกว่าพวกเรา) มีการพูดอย่างชัดเจนว่า “อยากได้จอสี” ซึ่งออกจะขัดจากความตั้งใจของ Amazon ที่อยากให้ Kindle ถูก เบา และใช้ได้นานๆ สักหน่อย แต่ผู้ใช้ทั่วไปไม่มีทางรู้หรือเข้าใจถึงเหตุผลเชิงเทคนิกเหล่านี้นอกจากราคา ซึ่ง iPad ก็ชดเชยราคาด้วยฟีเจอร์อีกมากมายได้เป็นอย่างดี&lt;br/&gt;อีกผู้เล่นหนึ่งที่น่าถูกเปรียบเทียบคือ Chrome OS แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีความชัดเจนในตัวฮาร์ดแวร์ที่จะออกมา แต่สิ่งที่เราคงยืนยันได้แน่ๆ คือ iPhone OS น่าจะทำทุกอย่างที่ Chrome OS ทำได้ แต่แน่นอนว่าตัว Chrome OS เองน่าจะมีอิสระของฮาร์ดแวร์ที่สูงกว่าที่อาจจะมาทั้งในรูปแบบ tablet หรือโน๊ตบุ๊กให้เลือกใช้ก็ว่ากันไป รวมถึงความต้องการทางฮาร์ดแวร์ที่น่าจะต่ำกว่า และส่งผลถึงราคาที่ถูกกว่าอย่างแน่นอน และเมื่อถึงจุดนั้นหากแอปเปิลคิดจะมาสู้ด้วยจริงๆ คงไม่ยากสำหรับแอปเปิลแล้วที่จะทำอุปกรณ์ที่มีแต่ Safari บน iPhone OS กับฮาร์ดแวร์พอประมาณราคาถูกมาสู้ด้วย ดังนั้น Chrome OS คงจะต้องหาจุดขายอื่นๆ (นอกเหนือจากอิสระของฮาร์ดแวร์) มาต่อสู้ให้ได้เช่นเดียวกันเมื่อถึงเวลานั้น&lt;br/&gt;อีกข้อกังขาหนึ่งที่ทุกคนสงสัย คือทำไมแอปเปิลถึงเลือกใช้จอขนาด 4:3 ยิ่งกับตัวเลข 1024 x 768 ที่มีกลิ่นไอของความโบราณซ่อนอยู่ เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คือ อุปกรณ์นี้จำเป็นต้องถือได้ด้วยมือเดียว (เพราะอีกมือต้องใช้สัมผัสเป็นหลัก) ในขณะที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง การจับอุปกรณ์ลักษณะนี้ในแนวนอนที่มีอัตราส่วน 16:9 ด้วยมือซ้ายที่ขอบด้านซ้ายคงไม่ง่ายเท่าใดนักจนอาจจะต้องหาวิธีการจับแบบอื่นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่แอปเปิลไม่ต้องการ หากเราสังเกตการออกแบบของ iPad จะพบว่ามีขอบรอบจอที่หนาผิดปกติ และเท่ากันรอบๆ ทุกด้าน ซึ่งแตกต่างจาก iPhone / iPod touch ที่จะมีเฉพาะด้านบนและล่างเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับอุปกรณ์พวกพอร์ทต่างๆ จะเห็นได้ว่าแอปเปิลตั้งใจให้ผู้ใช้จับ iPad ในสภาพที่สามารถหมุนไปหมุนมาได้โดยง่าย โดยมือที่จับก็ยังไม่ไปสัมผัสจอจนทำให้โปรแกรมเข้าใจผิดไป&lt;br/&gt;นอกจากนี้เรายังสังเกตได้ว่า แอปเปิลพยายามที่จะนำเสนอ iPad ว่ารูปแบบพื้นฐานของมันคือแนวตั้ง ทั้งจากภาพประชาสัมพันธ์ต่างๆ การถือของสตีฟบนเวที การเสียบบน Dock หรือแม้แต่หน้าจอ Home Screen ก็ตาม เพราะนั่นคือแนวทางที่เหมาะสมในการถือ iPad นี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าแอปเปิลต้องใช้เวลาในการสร้างความเคยชินนี้ ก่อนที่จะออก iPad ที่กลายเป็น 16:9 หรือ 3:2 ต่อไป&lt;br/&gt;คุณสมบัติอื่นๆ ทางด้านฮาร์ดแวร์ก็ไม่มีอะไรที่คาดเดาไม่ได้หรือแตกต่างจากเจ้าอื่นเป็นพิเศษ มี Accelerometer, Ambient Light Sensor, Wi-Fi a/b/g/n, Bluetooth 2.1 EDR, Digital Compass นอกจากนี้หากเป็นรุ่นที่มี EDGE/3G ก็จะมี A-GPS เพิ่มขึ้นมา&lt;br/&gt;จุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือราคาของ iPad ที่เริ่มต้นเพียง $499 หากเราเทียบกับ JooJoo ที่มีราคาเท่ากั้น iPad เหนือกว่าในแทบทุกแง่มุม ทั้งขนาด 16GB เทียบกับ 4GB, ความบาง 0.5 นิ้วเทียบกับ 0.7 นิ้ว น้ำหนัก 0.68 กิโลเทียบกับ 1.1 กิโล แบตเตอรี่ 10 ชั่วโมงเทียบกับ 5 ชั่วโมง ทิ้งไว้สิ่งที่เหนือกว่าของ JooJoo คือจอที่ใหญ่กว่า ละเอียดกว่า&lt;br/&gt;หากเราลองมาเปรียบเทียบ iPad 3G 16GB กับ iPhone 3GS 16GB องค์ประกอบที่ต่างกันหลักๆ ทางฮาร์ดแวร์มีเพียงกล้อง ขนาดเครื่อง ขนาดจอที่สุดท้ายแล้วน่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่ iPad กลับขายที่ $630 เทียบกับ iPhone 3GS ที่ราคาประเมินอยู่ที่ $700 จะเห็นได้ว่าแอปเปิลตั้งใจตั้งราคา iPad ไว้ในจุดที่ต่ำกว่าปกติมาก และน่าจะมีกำไรสุทธิจริงๆ ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป&lt;br/&gt;คำถามคือ...ทำไม?&lt;br/&gt;ประเด็นแรกที่อาจเป็นไปได้ คือการที่แอปเปิลอาจคาดหวังการได้กำไรจาก iTunes Store, App Store และ iBookstore แต่ประเด็นนี้ก็อาจจะขัดกับประกาศผลประกอบการเมื่อไม่นานนี้ของแอปเปิลที่ระบุว่า กำไรจาก iTunes Store และ App Store น้อยมากหากเทียบกับรายได้จากการขายฮาร์ดแวร์&lt;br/&gt;อีกประเด็นหนึ่ง คือการรีบแย่งพื้นที่นี้ไว้เพราะเป็นสมรภูมิที่หลายๆ คนกำลังจะเตรียมลงมาเล่น อุปกรณ์นี้ไม่ใช่ของที่จะมาแทนโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แปลว่าผู้ใช้ต้องเจียดเงินเพิ่มเพื่อที่ว่างตรงนี้ จึงแน่นอนว่ามันต้องมีราคาถูกพอที่ผู้ใช้จะยอมจ่าย แม้ว่า $499 อาจจะยังแพงไปสำหรับหลายๆ คนในตอนนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงสร้างฐานลูกค้าได้มากกว่า $999 ที่เคยลือกันไว้ และฐานลูกค้าเหล่านี้ก็จะมีประโยชน์กับตัวแอปเปิลเองในอนาคต เหมือนที่ iPod สามารถดึงให้ผู้ใช้หลายๆ คนมาใช้ Mac ได้ เป็นต้น&lt;br/&gt;คงไม่มีใครกังขาว่า iPad มีจุดเริ่มที่น่าสนใจมากมาย มีฟีเจอร์และแนวทางการใช้งานมากมายที่เราหลายๆ คนจินตนาการกันไว้ แต่ปัญหาเดียวและใหญ่ที่สุดที่จะชี้ชะตา iPad คือ พวกเราจะมีที่ว่างในชีวิตให้กับอุปกรณ์ประเภทที่สามนี้จริงๆ หรือ?&lt;br/&gt;เวลาเท่านั้นที่ตอบได้ครับ...</description>
      <enclosure url="http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/1/28_iPad,_would_it_WIN_or_FAIL_files/hardware-04-20100127-filtered.jpg" length="44281" type="image/jpeg"/>
    </item>
    <item>
      <title>Dream’s End</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/1/3_Dream%E2%80%99s_End.html</link>
      <guid isPermaLink="false">f16db2a6-f05a-4517-87fb-936f26d20d8b</guid>
      <pubDate>Sun, 3 Jan 2010 00:05:24 +0700</pubDate>
      <description>&lt;a href=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/1/3_Dream%E2%80%99s_End_files/IMG_0152-filtered.jpg&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Media/object001.png&quot; style=&quot;float:left; padding-right:10px; padding-bottom:10px; width:115px; height:37px;&quot;/&gt;&lt;/a&gt;ผมยืนอยู่ริมทะเลที่สวยงาม มองไปยังท้องน้ำและผืนฟ้าที่ทอดยาวไม่รู้จบ ครวญคิดบางอย่างในใจ พระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงและรอเวลาที่จะพ้นขอบฟ้า ในชั่ววินาทีที่ผมหลับตานั้นลมเย็นจากทิศตะวันตกได้พัดผ่านผมไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงไอเย็นจากรอยจูบของสายลมบางๆ บนหน้าของผม ก่อนที่ผมจะลืมตาขึ้น และพบว่าสายลมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน&lt;br/&gt;เพียงแค่การตัดสินใจเล็กๆ ของผมในค่ำคืนอันน่าเบื่อของผม วันรุ่งขึ้น ผมได้พบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน&lt;br/&gt;ได้พบกับคนที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้พบมาก่อน...&lt;br/&gt;คนที่ผมเคยคิดว่า...จะมีตัวตนอยู่เพียงในความฝัน...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;“อยู่กันคนละฟ้า...หวั่นใจสักวันเธอต้องกลับไป... แล้วฉันจะอยู่ต่อไปเช่นไร... ถ้าขาดขวัญใจยามเมื่อไกลห่างกัน...”                        — คนละภพ (ทวิภพ เดอะ มิวสิคัล)&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;แต่ไม่ว่ายังไง...ท้ายสุดแล้วผมต้องตื่นขึ้น... และใช้ชีวิตกับความเป็นจริงอีกครั้ง...&lt;br/&gt;“อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน... และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”                      — Live and Learn (Million Ways to Love - part I)</description>
      <enclosure url="http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2010/1/3_Dream%E2%80%99s_End_files/IMG_0152-filtered.jpg" length="113813" type="image/jpeg"/>
    </item>
    <item>
      <title>October Sonata</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/12/26_October_Sonata.html</link>
      <guid isPermaLink="false">03936588-35ab-494b-afd7-6a3debcf1d50</guid>
      <pubDate>Sat, 26 Dec 2009 18:01:53 +0700</pubDate>
      <description>&lt;a href=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/12/26_October_Sonata_files/12337_11887_5B644_4365D-filtered.jpg&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Media/object003.png&quot; style=&quot;float:left; padding-right:10px; padding-bottom:10px; width:115px; height:37px;&quot;/&gt;&lt;/a&gt;“รอ” เป็นคำสั้นๆ แต่สำหรับบางคน อาจใช้ทั้งชีวิตเพื่อ “รอ”&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;...&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;เมื่อคืน ผมได้มีโอกาสดู October Sonata ครับ&lt;br/&gt;เรื่องนี้เนี่ยถ้าดูหน้าหนังแล้วก็ถือว่าดูน่าสนใจ แฟนหนังเศร้าสะเทือนอารมณ์แบบไทยๆ หรือเกาหลีๆ น่าจะสนใจเรื่องนี้ และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะดูเรื่องนี้เหมือนกัน&lt;br/&gt;สำหรับเรื่องย่อ ผมขอขโมยจากเว็บ &lt;a href=&quot;http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=307&quot;&gt;Major Cineplex&lt;/a&gt; มาดังต่อไปนี้ครับ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;อีกหนึ่งบทนิยาม...ความรัก ที่คาดไม่ถึง&lt;br/&gt;อีกหนึ่งมุมมอง...ที่จะทำให้ความรักของคุณมั่นคง&lt;br/&gt;เรื่องราวชีวิตรักของสาวโรงงาน แสงจันทร์  กับหนุ่มซึ่งกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก รวี ที่มาพบกันโดยบังเอิญ ในงานศพพระเอกดัง มิตร ชัยบัญชา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513&lt;br/&gt;จากนั้น วันที่ 8 ตุลาคมของทุกปี จึงกลายเป็นวันนัดพบ ณ บังกะโล แสนมุก โฮเต็ล ที่ต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะมาพบกัน โดยมีหนุ่มลูกครึ่งจีน ลิ้ม ซึ่งถูกเปรียบเสมือนมือที่สาม เพียงเพราะเขาเห็นเธอแล้วทำความรู้จัก... ฝ่ายหนึ่งมองเห็นเป็นเพื่อน เพราะเธอมีเขาอีกคนอยู่ในหัวใจแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายถือเป็นรักแรกพบ…&lt;br/&gt;อีกหนึ่งเรื่องราวของความรักที่จะทำให้เกิดความซาบซึ้ง ที่จะยอมรับและเข้าใจ กับความรักที่มั่นคงของคนทั้ง 3 เหมือนถูกโชคชะตาเล่นตลกสุดที่จะคาดเดา&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;สำหรับเรื่องนี้ ผมคิดว่าในมุมของการกระแทกอารมณ์ ยังห่างชั้นกับอย่าง The Letter หรือ My Sassy Girl อะไรพวกนี้มาก&lt;br/&gt;อย่างแรกเลยคือ เพราะมีจุดพลิกผันบ่อย ไม่เหมือนกับ The Letter ที่จุดผลิกผันชัดว่าคืออะไรตรงไหน ข้อเสียตรงนี้คือพอมันผันบ่อย ก็จะมีเวลาให้นำเสนอตรงนี้ได้น้อยกว่า และยิ่งไปเบียดเวลาในช่วงแรกที่จะปูเรื่องให้สัมผัสถึงความงดงาม ความสุขที่เคยมีได้อย่างที่ The Letter ทำได้ เพราะงั้นพอไม่ได้เห็นภาพความสุขในช่วงแรกที่ชัดพอ พอตอนท้ายมีอะไรที่พลิกผันไป เลยไม่รู้สึกเศร้าอย่างที่ควรจะเป็น&lt;br/&gt;ประเด็นที่สองที่ตามมาคือ การนำเสนอทำได้หยาบและไม่ชัดเจนในหลายๆ จุด อันนี้น่าจะเป็นผลพวงจากอันแรก เพราะเวลาที่จะนำเสนอได้น้อย จึงไม่ทำให้คนดูสามารถเจ้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ต่างๆ ได้เท่าไหร่ เรื่องราวดูกระจัดกระจายและไม่สมเหตุสมผล&lt;br/&gt;และประเด็นสุดท้าย คือเรื่องการพยายามจับเอาเหตุการณ์ 6 ตุลาเข้ามาเกี่ยวพัน ซึ่งจริงอยู่ที่เหตุการณ์ 6 ตุลา และเรื่องเกี่ยวกับการเรียกร้องความเท่าเทียมในชนชั้นทางสังคมมีบทบาทกับเรื่องนี้ในหลายๆ จุด ที่น่าเสียดายก็คือ การนำเสนอในจุดนี้ที่ไม่ชัดเจนและกระจัดกระจาย แทนที่จะเลือกให้การต่อสู้นี้เป็นเรื่องราวหลักไปเลย หรือก็ทำให้เรื่องนี้เป็นแค่ประเด็นรองๆ ที่สนับสนุนเหตุการณ์หลักอื่นๆ ไปเลยน่าจะทำให้การเดินเรื่องชัดเจนกว่า แต่กลับเอาเรื่องนี้มาโผล่แบบครึ่งๆ กลางๆ กระจัดกระจายและผสมปนเปกับประเด็นอื่นๆ ไปหมด&lt;br/&gt;หนังเรื่อง October Sonata ถือว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่ดีมาก ทั้งส่วนงานศิลป์ คาสท์ พล็อต แต่ถือว่าจุดที่พลาดที่สุดคือบทที่มั่วซั่วและไร้เหตุผล เหมือนกับเรื่อง “เพื่อน...กุรักมึงว่ะ” ที่ทำให้ส่วนดีอื่นๆ สูญเปล่าไปหมด&lt;br/&gt;แย่จังนะเธอว์</description>
      <enclosure url="http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/12/26_October_Sonata_files/12337_11887_5B644_4365D-filtered.jpg" length="64823" type="image/jpeg"/>
    </item>
    <item>
      <title>1 เดือนของฉัน กับ iPhone มหัศจรรย์</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/11/25_1_%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%99_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A_iPhone_%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C.html</link>
      <guid isPermaLink="false">904dfe71-07e7-4823-b76f-18b061027a46</guid>
      <pubDate>Wed, 25 Nov 2009 23:40:29 +0700</pubDate>
      <description>Well... ตอนนี้อาจจะถือได้ว่าใช้ iPhone มาได้ 1 เดือนอย่างเป็นทางการแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? ขอสรุปดังต่อไปนี้...&lt;br/&gt;สิ่งที่ชอบ&lt;br/&gt;	•	มันเป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตเชื่อมต่อมากๆ (ต้องใช้กับแพ็คเกจ EDGE ไม่อั้นด้วยนะ) ไม่เคยรู้สึกว่า Twitter, Facebook, Google Reader จะมีความหมายกับชีวิตขนาดนี้ ที่สำคัญ อีเมล์มาก็รู้ทันทีไม่ว่าอยู่ที่ไหน ชอบๆ&lt;br/&gt;	•	MobileMe ทำให้มัน Sync ข้อมูล over-the-air ทางอากาศได้เลย ก็คือไม่ได้ต้องคอยเสียบสายตลอดเวลา แบบเวลาถ้าแก้ข้อมูลบนเครื่อง iPhone หรือบนคอม สักพักมันก็จะอัปเดทไปเอง สิ่งนึงที่เลยแปลกๆ ดี ก็คือปกติผมจะตั้งให้ Adium มันเอารูปดิสเพลย์มาอัปเดทใน Address Book แล้วแต่เดิมบน E51 เวลาพอผม sync ข้อมูล รูปมันก็ตามมาด้วย แต่คราวนี้เวลาผมเปิดเครื่องทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาออกนอกบ้านรูปก็อัปเดทตามด้วย แปลกดี&lt;br/&gt;	•	ด้วยความที่มันเป็น iPod ที่มีบลูทูธ เลยทำให้หูฟังบลูทูธที่ซื้อมานานกว่า 2 ปีได้ใช้ประโยชน์อย่างจริงจังเสียที เพราะเมื่อก่อนถ้าใช้กับ iPod ก็ต้องผ่าน adapter ตัวแปลง หรือถ้าใช้กับ E51 มันก็ไม่ใช่ iPod (ไม่ได้มีเพลงทั้ง Library หรือจัดการอะไรๆ ไม่ง่ายเท่าไหร่) แถมพอมีใครโทรเข้ามาก็รับสายคุยได้เลย สรุปคือเวิคมากๆ&lt;br/&gt;	•	มีคีย์บอร์ดเต็มๆ ที่พิมพ์ภาษาอังกฤษเวิคมาก ส่วนภาษาไทยถึงจะไม่ค่อยดี แต่ก็แอบคิดในใจว่าน่าจะเวิคกว่าพวกคีย์บอร์ดจริงๆ เพราะเวลาพิมพ์สระมันลากนิ้วได้ (กดปุ่มสระแล้วมันจะมีเมนูให้เลือกอีกที ก็เลื่อนนิ้วไปที่สระที่อยากได้)&lt;br/&gt;	•	3G มันเร็วบร๊ะเจ้า!!! อันนี้ต้องยกประโยชน์ให้ True Move มากกว่า และ True Wi-Fi ก็มีเยอะกว่าที่คิดมากๆ&lt;br/&gt;	•	VNC ใช้ในการรีโมตมาเครื่องแมคได้ เวิคกับเวลาอยู่ที่ห้องนอน แล้วมาเช็คพวกโหลดบิท หรือมีใครทักเอ็มมาหรือเปล่า&lt;br/&gt;	•	Nike+ สนุกดี คือการที่วิ่งอย่างมีจุดหมายมันทำให้รู้สึกโอเคยังไงไม่รู้ ว่าจะวิ่งให้ได้ระยะทางเท่าไหร่ หรือเวลาเท่าไหร่ โดยที่มันก็จะคอยบอกเราตามระยะเวลา แบบพอวิ่งไป 5 นาทีมันก็จะมีเสียกแทรกเพลงขึ้นมาว่า “5 minutes elapsed.”&lt;br/&gt;	•	ถ่ายวีดีโอแล้วเอาขึ้น YouTube ได้ทันที ถึงจะไม่บ่อย แต่ก็ได้ใช้บ้างนะ อย่างน้อยก็รู้สึกสะดวกกว่าสมัย E51 ที่กว่าจะย้ายมาเครื่องคอมฯ แล้วอัปในหน้าเว็บอีกที&lt;br/&gt;มาสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง&lt;br/&gt;	•	การจะโทรออกมันช่างยากเหลือเกิน รู้สึกไม่ง่ายเหมือนสมัยใช้ E51 อย่างที่เคยคอมเม้นท์ใน Blognone ไปว่า รู้สึกว่า E51 เป็นโทรศัพท์ที่มีฟีเจอร์ในการใช้เน็ต แต่ iPhone เป็นอุปกรณ์ใช้เน็ตที่มีฟีเจอร์เป็นโทรศัพท์มากกว่า&lt;br/&gt;	•	SMS มันลบเป็นรายข้อความยาก คือการที่มันทำ SMS เป็นรูปแบบจอ conversation สนทนาเนี่ยก็ดีนะครับเวลาคุยกับคน แต่เวลาเมสเสจโฆษณามันมาเนี่ย มันลบยากมากเลย&lt;br/&gt;	•	แบตหมดเร็วชิบหายวายวอด ให้ตายเถอะโรบิน หรือไม่รู้เพราะใช้เยอะหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือต้องชาร์จรายวัน เผลอๆ บางทีตายกลางวันอีก ต้องคอยหาโอกาสชาร์จตลอดเวลา สงสัยต้องไปซื้อแบตเสริมจริงๆ&lt;br/&gt;	•	เสียงริงโทนเบาสัดๆ ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน เฮ้อ...&lt;br/&gt;พอละ ไปแล้วดีกว่า ทำงานต่อ</description>
    </item>
    <item>
      <title>Let them learn on my pain?</title>
      <link>http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/11/3_Let_them_learn_on_my_pain.html</link>
      <guid isPermaLink="false">6cb90bd5-6f74-4622-b76e-bad0ccdd47bf</guid>
      <pubDate>Tue, 3 Nov 2009 01:43:02 +0700</pubDate>
      <description>&lt;a href=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/11/3_Let_them_learn_on_my_pain_files/IMG_0004-filtered.jpg&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.zerothman.com/web/Blog/Media/object001.png&quot; style=&quot;float:left; padding-right:10px; padding-bottom:10px; width:115px; height:37px;&quot;/&gt;&lt;/a&gt;เฮ้อ...&lt;br/&gt;หลายๆ ครั้งคิดว่าทุกคนคงมี “คน” ที่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว และเราก็ได้รับรู้ถึงนิสัยบางอย่างของเขาที่เราไม่ชอบ ไม่อยากยุ่งด้วย และด้วยนิสัยเหล่านั้นก็คงอาจจะทำให้เราต้องเดือดร้อนเข้าสักวันด้วย ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม&lt;br/&gt;แย่ครับ ที่หลายๆ ครั้ง เราคงไม่สามารถเอาคนเหล่านั้นออกจากชีวิตได้ง่ายๆ&lt;br/&gt;ผมเองอยู่ในจุดที่ต้องคอยไปห่วงชาวบ้านว่าจะได้ “เรียนรู้” หรือเปล่าอยู่เสมอ&lt;br/&gt;การที่ผมยังเก็บคนๆ นั้นไว้ใกล้ไม้ใกล้มือเรา แม้ว่าเค้าอาจจะแว้งกัดเราได้ทุกเมื่อ ก็เพราะผมหวังว่าสักวันเขาจะได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด และไม่ไปทำร้ายใครอีก&lt;br/&gt;จริงๆ มันก็มองได้ว่าคงไม่ใจกงการอะไรของผม&lt;br/&gt;แต่ผมก็เป็นของผมซะอย่างนี้&lt;br/&gt;ยากจังนะครับ&lt;br/&gt;&lt;br/&gt;ปล. รูปข้างบนถ่ายจากดาดฟ้าตึกคิวบิก ปล.2 วันนี้ลอยกระทง เกรียนดีครับ อย่าลืมดู&lt;a href=&quot;http://www.youtube.com/watch?v=yCZVqpRZLyw&quot;&gt;คลิปมะม่วงแรด&lt;/a&gt;</description>
      <enclosure url="http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/11/3_Let_them_learn_on_my_pain_files/IMG_0004-filtered.jpg" length="172391" type="image/jpeg"/>
    </item>
  </channel>
</rss>
